สีชัง…ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริงจัง…” เสียงเพลงและท่วงทำนองไพเราะหวานหูของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว วันนี้เสียงเพลงนี้ดังก้องกังวานอยู่ในอากาศ ชวนให้เรานึกถึงเกาะสีชังแห่งเมืองชลบุรี ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะหาเวลาไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง เมื่อเสียงเพลงส่งสัญญาณมาเตือนใจกันเสียขนาดนี้ ก็เลยใช้เป็นข้ออ้างหอบหิ้วกระเป๋าหนีไปหลบลมร้อนในช่วงสุดสัปดาห์นี้เลยดีกว่า

เกาะสีชังใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงอำเภอศรีราชาประมาณชั่วโมงเศษๆ จากนั้นต้องไปต่อเรือที่ท่าเรือเกาะลอยเพื่อไปยังเกาะสีชัง ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เพราะเกาะอยู่ห่างจากศรีราชาเพียง 12 กิโลเมตร แต่ก่อนที่จะไปเที่ยวกัน เรามาทำความรู้จักเกาะสีชังเพิ่มเติมก่อนดีกว่า เพราะที่นี่ไม่ได้มีเพียงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย การได้ทราบเรื่องราวปูมหลังไปบ้าง จะทำให้การเดินทางสนุกและได้ประโยชน์มากขึ้น

สีชังในวันวาน…

สีชังนั้น นอกจากจะมีสถานะเป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยมมากว่าร้อยปีแล้ว ยังพ่วงเป็นอำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย เพราะมีพื้นที่บนเกาะเพียงแค่ 7.9 ตารางกิโลเมตร และมีประชาชนอาศัยอยู่ไม่กี่พันคนเท่านั้น คนบนเกาะสีชังส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง และเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว สินค้าและของฝากขึ้นชื่อของเกาะสีชัง คือปลาหมึกตากแห้งเกาะสีชังมีเกาะบริวารอยู่ 8 เกาะ ได้แก่ เกาะขามใหญ่, เกาะขามน้อย, เกาะปรง, เกาะร้านดอกไม้, เกาะสัมปันยื้อ, เกาะยายท้าว, เกาะค้างคาว, เกาะท้ายตาหมื่น

ไม่มีที่มาแน่ชัดว่า ชื่อ ‘สีชัง’ ของเกาะนั้นมาจากไหน แต่จากหลักฐานเก่าแก่ที่มีการพูดถึงเกาะแห่งนี้ในราวปี พ.ศ. 2235 ได้เรียกเกาะนี้ว่า ‘สระชัง’ ก่อนที่จะมาพบบันทึกอีกครั้งในปี 2370 ในนิราศถลาง ซึ่งแต่งโดยนายมี ศิษย์ของท่านกวีเอกสุนทรภู่ ได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่า ‘สีชัง’ ซึ่งน่าจะเกิดจากการเพี้ยนคำในการเรียกชื่อ แต่หลังจากนั้น ชื่อ‘สีชัง’ ก็กลายเป็นที่จดจำของผู้คนและเรียกขานกันด้วยชื่อนี้เรื่อยมา

Sichang2

วิวเกาะสีชัง

เกาะสีชังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศของไทยยุคแรกๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งท่านทรงโปรดเกาะสีชังมาก จนได้ทรงสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นพระราชวังบนเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย เกาะสีชังได้รับการยกย่องว่าเป็นภูมิสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์ ในยุคนั้นเชื่อกันว่าผู้เจ็บป่วย หรือร่างกายไม่แข็งแรง หากได้รับอากาศบริสุทธิ์จากที่นี่แล้ว จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นได้ ประกอบกับเกาะแห่งนี้มีภูมิประเทศที่สวยงาม ร่มรื่น มีทั้งทะเลและป่าเขาลำเนาไพร อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลเมืองหลวงมากนัก บรรดาเจ้านาย ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป ตลอดจนชาวต่างประเทศ จึงต่างนิยมมาพักผ่อน และใช้เป็นสถานที่พักฟื้นและรักษาตัวกันเป็นจำนวนมาก

ด้วยพื้นที่เกาะที่ไม่ใหญ่โต อยู่ห่างจากฝั่งไม่มาก และการเดินทางก็ค่อนข้างสะดวก สามารถเที่ยวเกาะสีชังแบบวันเดียว หรือถ้าอยากเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ค่อยเป็นค่อยไปก็สามารถพักค้างคืนได้ และเนื่องจากเรือไม่สามารถนำเอารถยนต์ขึ้นมาบนเกาะได้ เมื่อมาถึงสีชัง การเดินทางท่องเที่ยวรอบเกาะจึงมักอาศัยพาหนะนำเที่ยวประจำถิ่น ที่เราแนะนำก็คือ การเช่ารถสามล้อเครื่องหรือ ‘สกายแล็บ’ ซึ่งมีให้บริการอยู่บริเวณใกล้กับท่าเรือเทววงษ์ สกายแล็บที่ว่าค่อนข้างสะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง และส่วนใหญ่คนขับรถก็มักจะเป็นไกด์นำเที่ยวไปด้วยในตัว

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ และมณฑปรอยพระพุทธบาท

เมื่อมาถึงสีชัง จุดแรกที่คนนิยมไป คือศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่และศาลเจ้าแม่กวนอิมซึ่งตั้งอยู่บนเขาห่างจากท่าเรือเทววงษ์ไปทางด้านเหนือของเกาะ เป็นเสมือนศูนย์กลางแห่งศรัทธาและเทวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาะสีชัง ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตชาวจีนได้แล่นเรือเข้ามาค้าขายในบริเวณดังกล่าว แล้วเห็นแสงสว่างบนเขาทางทิศเหนือของเกาะเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงได้พยายามค้นหาแสงประหลาดดังกล่าวจนพบถ้ำแห่งนี้ และภายในมีรูปเจ้าพ่อเขาใหญ่ในลักษณะนั่งอยู่ จึงได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาและขอพรกับเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งประสบความสำเร็จค้าขายดีขึ้น จึงได้ก่อสร้างเป็นศาลแห่งนี้ขึ้น ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่มีลักษณะเป็นถ้ำซึ่งดัดแปลงให้กลายเป็นศาสนสถาน โดยผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบจีนและไทยเข้าด้วยกัน เชื่อกันว่าหากผู้ใดมากราบไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่ติดต่อกัน 3 ปี จะได้โชคลาภ

ส่วนมณฑปรอยพระพุทธบาทนั้น อยู่สูงขึ้นไปบนยอดเขาเดียวกับศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งบริเวณข้างศาลเจ้าจะมีบันไดสามารถเดินขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลองได้ โดยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อัญเชิญจากตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานไว้บนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์ทะเลอันสวยงามได้โดยรอบ

Sichang5

สะพานอัษฎางค์Sichang3

รอยพระพุทธบาทSichang4

พระจุฑาธุชราชฐาน

พระจุฑาธุชราชฐาน (ท่าวัง)

พระจุฑาธุชราชฐานนั้นถือเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวเกาะสีชังเลยก็ว่าได้ อย่างที่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่า พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพระองค์และพระราชวงศ์ แต่ภายหลังได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยและฝรั่งเศส การก่อสร้างพระที่นั่งพระตำหนักจึงต้องยุติลง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิการใช้ที่ดินจากกรมธนารักษ์ จึงได้จัดตั้งสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ชลทัศนสถาน เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลของเกาะสีชัง พร้อมทั้งดูแลโบราณสถาน โบราณวัตถุให้อยู่ในสภาพที่เป็นประโยชน์ ส่วนพื้นที่ในส่วนพระราชฐาน อยู่ในความดูแลของศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งจุฬาฯ โดยดำเนินการปรับปรุงร่วมกับกรมศิลปากร ให้ยังคงสภาพสมบูรณ์และสวยงาม

ภายในพระราชวัง มีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ตามชั้นเนินเขาที่สูงต่ำลดหลั่นกันอย่างงดงาม ประกอบด้วยพระที่นั่ง 4 องค์ พระตำหนัก 14 หลัง ศาลา 1 หลัง มีสวนดอกไม้ สระ ธารน้ำ น้ำพุ ถ้ำ และหน้าผา ภายในบริเวณมีสภาพภูมิทัศน์ที่งดงาม ออกแบบตกแต่งตามแบบอุทยานของพระราชวังในยุโรป ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจให้เดินชมอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เรือนไม้ริมน้ำ (หรือ เรือนเขียว) สถาปัตยกรรมแบบเรือนขนมปังขิง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมตะวันตก ปัจจุบันยังคงอยู่และมีสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ อีกทั้งยังได้ปรับพื้นที่บางส่วนให้กลายเป็นร้านกาแฟสำหรับบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

นอกเหนือจากพระตำหนักต่างๆ ที่สวยงามแล้ว สถานที่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งภายในเขตพระราชฐานนี้ ก็คือ ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ วางศิลาฤกษ์ในปี พ.ศ. 2435 แต่ขณะที่กำลังก่อสร้างพระที่นั่งองค์นี้ ได้เกิดเหตุความไม่สงบ ร.ศ. 112 ขึ้น เมื่อมีกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และกองทหารฝรั่งเศสได้ขึ้นยึดเกาะสีชัง ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดลง ต่อมาพระองค์ท่านจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้รื้อองค์พระที่นั่งแล้วมาสร้างใหม่ในพระราชวังสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร และพระราชทานนามใหม่ว่า ‘พระที่นั่งวิมานเมฆ’ นั่นเอง อีกไฮไลต์หนึ่งสำหรับการมาชมพระราชวังแห่งนี้ คือ สะพานอัษฎางค์ ซึ่งเป็นสะพานไม้สักทองทาสี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ทรงหายจากอาการพระประชวร หลังจากมาประทับรักษาพระองค์บนเกาะสีชังแห่งนี้ ภาพของสะพานไม้สีขาวที่ทอดตัวยาวออกไปในทะเล ตัดกับผืนน้ำสีฟ้าครามเป็นภาพที่สวยงาม ชวนประทับใจ เป็นจุดถ่ายรูปที่เรียกว่า ใครๆ มาสีชังแล้วก็ห้ามพลาด จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะสีชังในปัจจุบันSichang6

เรือนไม้ริมทะเลSichang7

พระเจดีย์อุโบสถวัดอัษฎางค์

ช่องเขาขาดหรือช่องอิศริยาภรณ์

บริเวณนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดบนเกาะสีชัง ช่องอิศริยาภรณ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า ช่องเขาขาด มีลักษณะเป็นช่องเขาที่ขาดออกจากกัน ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนหากนั่งเรือผ่าน บริเวณสุดปลายเกาะมีแหลมมหาวชิราวุธ ที่ยื่นออกไปคล้ายกับแหลมพรหมเทพ พร้อมกับสะพานวชิราวุธที่ทอดยาวไปตามทางเพื่อให้เดินชมวิวที่สวยงามโดยรอบ นอกจากนั้นยังมีหาดที่มีหินก้อนกลมแบนจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของลม แต่ไม่เหมาะกับการลงเล่นน้ำ บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของพลับพลารัชกาลที่ 5 โดยสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกลแบบ 360 องศา เรียกได้ว่ามองเห็นทั้งเกาะ หน้าผา และทะเล อันสวยงามตรึงตรา นอกจากนี้ ท่านทรงใช้บริเวณนี้เป็นหอดูดาวอีกด้วย ช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ลองนั่งรถมาชมแสงสุดท้ายบนเกาะสีชัง พร้อมเก็บภาพและความทรงจำเป็นที่ระลึกจะทำให้คุณหลงรักเกาะแห่งนี้ไปอีกนาน

แหลมจักรพงษ์

แหลมจักรพงษ์อยู่ช่วงกลางของเกาะสีชังทางด้านทิศตะวันตก อยู่ถัดจาก อ่าวอัษฎางค์ หรือ หาดถ้ำพัง ถนนสายที่ไปยังแหลมเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวแต่สวยงาม ซึ่งบริเวณปลายแหลมจักรพงษ์ มีศาลาพักร้อนสร้างเป็นรูปกระโจมมุงกระเบื้อง ที่ดูกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศสบายๆ ของเกาะได้เป็นอย่างดี บริเวณริมฝั่งทะเลจะเป็นโขดหินขนาดใหญ่ สวยงาม เหมาะแก่การตกปลา ที่นี่เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เหมาะกับการชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สุดโรแมนติก หากใครไปแล้วพบว่าช่องเขาขาดแออัดด้วยนักท่องเที่ยว อาจจะลองเปลี่ยนไปหามุมสงบ เพื่อคอยดูพระอาทิตย์ลาจากไปอย่างเงียบๆ ได้ที่แหลมจักรพงษ์แห่งนี้

Sichang8แหลมจักรพงษ์

หาดถ้ำเขาพัง

มาเกาะทั้งที ก็ต้องขอลงสัมผัสทะเลกันบ้างแม้ว่าชายหาดของสีชังส่วนใหญ่จะเป็นหาดหินหรือโขดหิน ที่ไม่ค่อยเหมาะกับการลงเล่นน้ำแต่คุณก็ยังสามารถไปสัมผัสกับหาดทรายขาวๆ ที่โค้งยาวเป็นรูปวงพระจันทร์ได้ที่หาดถ้ำเขาพัง ที่นี่เป็นหาดเดียวบนเกาะที่มีทรายละเอียดสวยงามและน้ำใสสะอาดเหมาะกับการลงเล่นน้ำ หรือใครไม่อยากลงเล่นน้ำทะเลแบบจริงจัง เพียงแค่ได้เดินริมทะเล เอาเท้าแช่น้ำ หรือนอนพักผ่อน ชมทะเลสีคราม ใต้ร่มเงาไม้ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ก็สุขใจแล้ว

เกาะสีชังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ ซึ่งหากคุณได้ลองมาสัมผัสกับมนตร์เสน่ห์ของเกาะแห่งนี้แล้ว ไม่แน่ว่าวันเดียวอาจจะเที่ยวไม่พอ อาจจะขอต่อเวลากับตัวเองก็เป็นได้…

Sichang9หาดถ้ำเขาพัง

เรื่อง: จันทรา กาญจน์

Write A Comment